เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (แบน)
      เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (แบน) เคยรับราชการสนองพระเดชพระคุณสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีในที่ “พระยายมราช” เป็นผู้คุมทัพไปช่วยราชการเมืองกัมพูชาที่วุ่นวายด้วยเรื่องการเมืองภายใน เหตุที่เจ้าพระยายมราชได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีให้ไปราชการที่เมืองเขมรก็ด้วยมีความคุ้นเคยกับเจ้านายทางนั้นอยู่แล้ว ต่อมาเมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งเป็นเจ้าพระยาอภัยภูเบศร วิเศษสงคราม รามนรินทรบดี อภัยพิริยบรากรมพาหุ (แบน) เป็นเจ้าพระยาคนแรกของสกุลอภัยวงศ์
ความไม่สงบในแผ่นดินเขมรยังคงไม่ทุเลา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (แบน) ออกไปว่าราชการต่างพระเนตรพระกรรณ และในครั้งนี้นี่เองที่เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (แบน) ได้พบดาบโบราณตั้งแต่ครั้งพระเจ้าปทุมสุริยวงศ์ กษัตริย์กัมพูชา และให้ข้าราชการเชิญเข้ามาทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกซึ่งคงปีติโสมนัสยิ่ง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดเข้าเป็นหนึ่งในเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ พระราชทานชื่อดาบนี้ว่า “พระแสงขรรค์ไชยศรี” ด้วยเหตุว่า “...เมื่อวันที่พระแสงนี้มาถึง อัศนีบาตตกลงในพระนครถึง ๗ แห่ง มีที่ประตูวิเศษไชยศรีและประตูวิมานไชยศรี เป็นต้น อันเป็นทางที่พระแสงขรรค์องค์นี้ได้ผ่าน และการที่ประตูพระบรมมหาราชวังมีสร้อยชื่อว่า “ชัยศรี” ทั้ง ๒ ประตู เช่นเดียวกับสร้อยชื่อพระแสงขรรค์องค์นี้ก็เพราะเหตุนั้น...” (จากบันทึกของพระยาเทวาธิราช สมุหพระราชพิธี)
ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ อภิเษกนักองค์เอง เจ้าเขมรเป็นสมเด็จพระนารายณ์รามาธิบดี และให้ออกไปครองกรุงกัมพูชา ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กันเอาเขตเมืองพระตะบอง เสียมเรียบ ศรีโสภณ มงคลบุรีและระสือ ซึ่งเป็นเมืองใกล้ชายแดนไทย ให้เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (แบน) ปกครองโดยสิทธิขาดและขึ้นตรงต่อกรุงเทพมหานคร เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (แบน) และตระกูลอภัยวงศ์ปกครองเขตแดนนี้สืบมาหลายชั่วอายุคนจนถึงเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นคนสุดท้าย ในทางการเมืองถือว่าเป็นดินแดนไทยมาตลอดเพราะแยกการปกครองต่างหากออกไปจากกัมพูขาซึ่งเป็นเมืองประเทศราช ต่อมาเมื่อท่านเจ้าพระยาถึงแก่อสัญกรรม เมืองพระพระตะบองมีเจ้าเมืองปกครองต่อมาอีกหลายคนซึ่งล้วนเกี่ยวพันกับเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (แบน) ทั้งสิ้นจนถึงเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) เจ้าเมืองพระตะบองคนสุดท้าย



เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม)
      บิดาของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) คือเจ้าพระยาคทาธรธรณินทร์ (เยีย) นำตัวมาถวายเป็นมหาดเล็กพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ศึกษาวิธีปฏิบัติราชการในสำนักสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ในกาลถัดมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระอภัยพิทักษ์ ออกไปดำรงตำแหน่งผู้ช่วยราชการเจ้าเมืองพระตะบองกับเจ้าพระยาคฑาธรธรณินทร์ (เยีย) เมื่อบิดาอสัญกรรม พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาคฑาธรธรณินทร์ ผู้สำเร็จราชการเมืองพระตะบอง ท่านปกครองเมืองพระตะบองต่างพระเนตรพระกรรณในช่วงที่ปัญหาของเขมรเปลี่ยนจากความวุ่นวายภายในมาเป็นปัญหาการเข้ามาของฝรั่งเศสในช่วงล่าอาณานิคม
      ในเวลาที่ไทยมีปัญหาพิพาทกับฝรั่งเศส พระยาคฑาธรธรณินทร์ (ชุ่ม) ได้กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า “บิดาและปู่ได้เป็นข้าทูลละอองธุลีพระบาทมาหลายชั่วชั้นบรรพบุรุษแล้ว ไม่ปรารถนาจะย้ายไปเป็นข้ากรุงกัมพูชา ถ้าพระราชทานเมืองพระตะบอง เสียมราฐ ไปเป็นของกรุงกัมพูชาเมื่อใด ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตอพยพครอบครัวบุตรหลานและภูมิลำเนาเข้ามารับราชการสนองพระเดชพระคุณอยู่ในกรุงเทพฯ”
      พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายครอบครัวมายังเมืองไทยและทรงตระหนักถึงความจงรักภักดีของพระยาคฑาธรธรณินทร์ (ชุ่ม) จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) ต่อมาได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตตั้งบ้านอยู่ที่เมืองปราจีนบุรีอีกแห่งหนึ่ง ได้ปลูกตึกใหญ่ทรงยุโรปอยู่ที่นั่นเพื่อเป็นที่รับเสด็จรัชกาลที่ ๕ ต่อมาตึกนั้นเป็นของบุตรชายคนโตและถวายแด่พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวีในรัชกาลที่ ๖ และพระนางเจ้าสุวัทนาฯ ประทานเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร
      บุตรหลานที่สืบเชื้อสายจากเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) มีมากมายหลายคน หนึ่งในนั้นคือพระยาอภัยภูเบศร (เลื่อม) บุตรชายคนโตของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) พระยาอภัยภูเบศร (เลื่อม) มีภริยาคนหนึ่งชื่อเล็ก ในสกุลบุนนาค มีบุตรธิดาด้วยกันและหนึ่งในนั้นคือ “เครือแก้ว” ซึ่งต่อมาได้ถวายตัวเป็นเจ้าจอมในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อว่า “สุวัทนา” และเมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๔๖๘ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ซึ่งในพระบรมราชโองการสถาปนาความตอนหนึ่งกล่าวถึงความจงรักภักดีของพระนางเจ้าสุวัทนาฯ ว่า “...ทรงพระราชดำริว่า เจ้าจอมสุวัทนาได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณโดยความซื่อสัตย์กตเวที มีความจงรักภักดีในใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาทเปนที่ไว้วางพระราชหฤทัย...”
      เป็นความจงรักภักดีที่สืบทอดต่อเนื่องมาในสายเลือดสายโลหิตตั้งแต่ปฐมต้นวงศ์ตระกูลอย่างไม่เสื่อมคลายวายจางลงแม้เมื่อกาลเวลาจะผ่านไปนานสักเท่าใดก็ตามดังปรากฏเห็นชัดในพระบรมพระราชโองการข้างต้นและพระกรณียกิจน้อยใหญ่ที่พระนางเจ้าสุวัทนาฯ ทรงบำเพ็ญตราบจนสิ้นพระชนม์

บทความ ติดตามบทความล่าสุด
cloud cloud cloud cloud cloud
cloud cloud cloud cloud cloud cloud cloud cloud